Black Ribbon

หอการค้าฯชี้เศรษฐกิจไทย K-Shape ชัด จี้เร่งปฏิรูปโครงสร้าง–ดันลงทุนใหม่

03 กรกฎาคม 2569
หอการค้าฯชี้เศรษฐกิจไทย K-Shape ชัด จี้เร่งปฏิรูปโครงสร้าง–ดันลงทุนใหม่
  • หอการค้าไทยชี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเป็น K-Shape ที่ชัดเจน โดยธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมใหม่เติบโต สวนทางกับ SME และธุรกิจดั้งเดิมที่เผชิญภาวะชะลอตัว
  • แม้ตัวเลขส่งออกและ GDP จะขยายตัว แต่ประโยชน์ไม่กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและแรงงานฐานราก ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ
  • ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การค้า, กฎระเบียบ, ทุนมนุษย์ และการลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • เสนอให้ใช้เวทีประชุมระดับโลกที่ไทยเป็นเจ้าภาพ เช่น World Bank และ IMF เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนใหม่จากต่างประเทศ

เอกชนประเมินเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก 2569 ยังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง แม้ตัวเลขส่งออกและ GDP จะดูขยายตัว แต่ประโยชน์ที่กระจายสู่ภาคธุรกิจฐานรากและประชาชนยังอยู่ในระดับจำกัด สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจแบบ “K-Shape” ที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมใหม่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ SME และธุรกิจดั้งเดิมยังเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน

นายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการ หอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกยังได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก โดยเฉพาะโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังมีข้อจำกัดด้านการแข่งขัน และความไม่สมดุลของการกระจายรายได้

ส่งออกโต แต่ประโยชน์ไม่ถึงฐานราก
นายธวัชชัยระบุว่า แม้ตัวเลขการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีแรกจะเติบโต และเป็นแรงสนับสนุนให้ GDP ดูดีขึ้นตามรายงานของหน่วยงานเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริง การเติบโตดังกล่าวไม่ได้กระจายลงสู่ผู้ประกอบการไทยและแรงงานฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ
“ตัวเลขส่งออกที่ดูดี ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจจริงของประเทศดีตาม เพราะโครงสร้างปัจจุบันเป็นลักษณะนำเข้าเพื่อส่งออก ทำให้มูลค่าเพิ่มในประเทศค่อนข้างต่ำ”
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นกลุ่มนำในการส่งออกของไทยในเวลานี้ มีการใช้แรงงานน้อยลง ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจไม่สามารถสร้างการจ้างงานและรายได้ในวงกว้างเหมือนในอดีต

เศรษฐกิจ K-Shape ชัด SME ถูกบีบ–กำลังซื้ออ่อนแรง

ภาคเอกชนประเมินว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยขณะนี้เข้าสู่รูปแบบ K-Shape อย่างชัดเจน โดย “ขาขึ้น” คือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรม New Economy เช่น ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ “ขาลง” คือ SME และธุรกิจดั้งเดิมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

“วันนี้เศรษฐกิจไทยแยกเป็นสองขั้วชัดเจน กลุ่มบนยังเติบโตได้ดี แต่กลุ่มล่างซึ่งเป็น SME และอุตสาหกรรมเดิมกำลังถดถอย หากไม่เร่งยกระดับทักษะและความสามารถแข่งขัน จะถูกสินค้าต่างประเทศเข้ามาแย่งตลาดมากขึ้น หากโครงสร้างนี้ไม่ถูกแก้ไข จะส่งผลต่อเนื่องไปยังกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้กลาง–ล่างที่เป็นฐานหลักของเศรษฐกิจไทย"

GDP ไทยโตต่ำ 1.6–2.0% เอกชนชี้ต้องเร่งปฏิรูป 4 เสาหลัก

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)ล่าสุด ณ เดือนกรกฎาคม 2569 ยังคงประมาณการ GDP ไทยทั้งปี 2569 ไว้ที่ 1.6–2.0% แม้ปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมันและความเสี่ยงสงครามในภูมิภาคเริ่มคลี่คลาย แต่โครงสร้างเศรษฐกิจยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว

นายธวัชชัยระบุว่า ความท้าทายสำคัญของครึ่งปีหลัง คือการประคองกำลังซื้อในประเทศควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ผ่านกรอบ “Reinvent Thailand” ที่รัฐบาลและเอกชนร่วมกันขับเคลื่อน

โดยประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ การค้า (Trade), กฎระเบียบและ Ease of Doing Business, ทุนมนุษย์ (Human Capital) และการลงทุน พร้อมกำหนด 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

ชี้โอกาสไทยเวทีโลก ดันความเชื่อมั่นนักลงทุน

สำหรับครึ่งปีหลัง ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลก ทั้ง World Bank และ IMF รวมถึง AEC Business Forum (ABAC) ที่จัดโดย กกร. ซึ่งจะมีผู้บริหารจากกว่า 150 ประเทศเข้าร่วม

“เวทีเหล่านี้เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะสื่อสารกับโลกว่า เรากำลังปฏิรูปประเทศ และพร้อมปรับตัวเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว การจัดงานดังกล่าวจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ (FDI) และภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก”

Net Zero กลายเป็นกติกาใหม่ เอกชนเร่งปรับตัว

ในมิติความยั่งยืน นายธวัชชัยระบุว่า แนวโน้ม Net Zero และ ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “กติกาใหม่ของโลก” ที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวร่วมกัน หอการค้าไทยได้จัดตั้งคณะทำงานด้าน Sustainability เพื่อผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนเสนอให้รัฐเร่งออกกฎระเบียบที่ชัดเจนเกี่ยวกับ “คาร์บอนเครดิต” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจที่ลงทุนปรับตัวล่วงหน้าได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม และสามารถเชื่อมต่อกับตลาดต่างประเทศได้จริง

นายธวัชชัยยังระบุตอนท้ายว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาพลังงานสะอาด โดยเฉพาะจากสินค้าเกษตร เช่น มันสำปะหลัง ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นพลังงานชีวมวลและไฟฟ้าสะอาด แนวทางดังกล่าวไม่เพียงตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยยกระดับราคาสินค้าเกษตรและสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรไทย

 




แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.